Black Ribbon

 

สภาคณาจารย์และพนักงาน มหาวิทยาลัยศิลปากร

 
สภาคณาจารย์ของไทย ก่อกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ตามแนวพระราชดำริเรื่องสภาซีเนท (Senate Council) ภายใต้โครงการของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแก่อุดมศึกษาไทย และได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้ก่อเกิดเป็นที่ “ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)”
สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมของสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ครั้งที่ ๔/๒๕๑๗ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่มีมติให้ตราข้อบังคับมหาวิทยาลัยศิลปากร ว่าด้วยสภาคณาจารย์ พ.ศ. ๒๕๑๗ ออกตามความในมาตรา ๑๕(๑) แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๑๑ โดยข้อบังคับนี้ ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗
ในช่วงแรกเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มีบทบาทหน้าที่ตามที่ข้อบังคับกำหนดให้กระทำสืบเนื่องกันมา จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับการตราไว้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๐ “มาตรา ๒๔ ให้มีสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย กรรมการซึ่งคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยเลือกตั้งขึ้นจากคณาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย โดยมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำแก่อธิการบดี และหน้าที่อื่นตามที่อธิการบดีมอบหมาย โดยองค์ประกอบจำนวนกรรมการ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง และการดำเนินงานของสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากรให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยศิลปากร”
สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีบทบาทสำคัญและมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยในทุกด้าน โดยการเสนอแนะและให้ความคิดเห็นอย่างมีเสรีภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ ปราศจากผลประโยชน์ใด ๆ เป็นองค์กรที่สะท้อนความคิดเห็นของบุคลากรที่เป็นประโยชน์ในการบริหารหรือวางแผนการดำเนินการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย อีกทั้งสภาคณาจารย์ยังมีลักษณะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย กล่าวคือ มีเสรีภาพทางวิชาการและมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคลากร เปิดโอกาสให้บุคลากรทั้งหลายมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารและจัดการกิจการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย หากผู้บริหารที่มีจิตใจเป็นประชาธิปไตยก็จะได้ประโยชน์จากสภาคณาจารย์ในฐานะของแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นอิสระ รวมทั้งเป็นลักษณะของการสื่อสารแบบสองทาง แต่บางช่วงเวลาบทบาทของสภาคณาจารย์อาจลดลงไปบ้าง เนื่องจากขาดแรงจูงใจและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากมหาวิทยาลัย ทำให้คณาจารย์ไม่สนใจในการเข้ามาเป็นกรรมการ เช่น มหาวิทยาลัยมิได้กำหนดการคิดภาระงานให้กรรมการสภาคณาจารย์ หรือการสรรหาผู้บริหารระดับคณบดี ผู้อำนวยการศูนย์ สำนัก ฯลฯ สภาคณาจารย์มิได้มีส่วนร่วมใด ๆ ทั้งที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ได้กำหนดไว้ในข้อบังคับการสรรหาฯ ตลอดจนการจัดสรรเงินงบประมาณที่จำกัดมาก ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ตามความต้องการ
สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีประธานท่านแรกคือ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม (ตำแหน่งในขณะนั้น ปัจจุบันคือ ศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม) ดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๗ และประธานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนปัจจุบัน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญศรี จงเสรีจิตต์ ซึ่งเป็นประธานสภาคณาจารย์ คนที่ ๓๕ (ดูรายนามประธานสภาคณาจารย์จากอดีตถึงปัจจุบัน ได้ที่ “ทำเนียบประธานสภาคณาจารย์”)
อีกบทบาทหนึ่งของสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คือ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของในช่วงเวลาของการดำรงตำแหน่งประธานสภาคณาจารย์ ลำดับที่ ๓๕ ของ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญศรี จงเสรีจิตต์ ได้รับความร่วมมือจากกรรมการสภาคณาจารย์เป็นอย่างดี ทำให้ในช่วงดังกล่าว สภาคณาจารย์มีบทบาทในการเสนอข้อคิดเห็นต่าง ๆ แก่มหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัยในหลายประเด็น ซึ่งยังประโยชน์แก่การบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนสภาคณาจารย์เล็งเห็นความสำคัญในการร่วมพัฒนามหาวิทยาลัย จึงดำเนินการจัดโครงการสัมมนาเรื่อง “บทบาทประชาคมอาเซียนกับทิศทางการศึกษาไทย” เพื่อเตรียมความพร้อมของมหาวิทยาลัยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และจัดโครงการสัมมนาเรื่อง “วิถีวัฒนธรรมองค์กรกับเป้าหมายแห่งความสำเร็จ” โดยเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ตลอดจนการปลูกจิตสำนึกต่อส่วนรวม นอกจากนี้ยังได้จัดทำโครงการสัมมนาเรื่อง “ปิดตา ปล้นประเทศไทย ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก” เพื่อเปิดโลกทัศน์เรื่องพลังงานไทยให้คณาจารย์ได้รับรู้ อีกทั้งในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๖ สภาคณาจารย์ได้ตระหนักถึงการนำหลักธรรมาภิบาลมาพัฒนาการจัดการอุดมศึกษาไทย จึงได้จัดทำ “โครงการอบรมหลักสูตรหลักธรรมาภิบาลกับสถาบันอุดมศึกษา” ให้กับผู้บริหารมหาวิทยาลัยและคณาจารย์ที่สนใจ จำนวน ๖ ครั้ง“ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.)” ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยศิลปากรได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ อันทำให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกัน รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและมาตรฐานการศึกษาของไทย โดยการเสนอแนะและ ให้ความคิดเห็นต่อผู้บริหารการศึกษาระดับประเทศ โดยในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๕๖ รองศาสตราจารย์ ดร.บุญศรี จงเสรีจิตต์ ประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่ประธานประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ซึ่งได้เสนอแนะประเด็นสำคัญในการพัฒนาอุดมศึกษาของไทย แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องต่าง ๆ ดังเช่น เรื่องการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในมหาวิทยาลัย เรื่องค่าตอบแทนบุคลากรในมหาวิทยาลัย การรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย หรือระบบการประเมินสถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนได้รวบรวมความคิดเห็นจากที่ประชุม ปอมท. เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ... และร่างพระราชบัญญัติระเบียบการบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ... เสนอแก่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเพื่อความเหมาะสม
จากการปฏิบัติภารกิจและหน้าที่ของสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้ผ่านช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารมหาวิทยาลัยมาหลายยุคหลายสมัย มีการฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ มามากมายนั้น แต่สภาคณาจารย์ก็จะยึดมั่นในอุดมการณ์ที่แน่วแน่ คือ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร และผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักสำคัญ เพื่อนำพามหาวิทยาลัยศิลปากรให้ก้าวสู่มหาวิทยาลัยแนวหน้าของชาติและนานาชาติต่อไปในอนาคต
 

The Best United Kingdom Bookmaker lbetting.co.uk Ladbrokes website review